ทำความรู้จัก KPI คืออะไร สำคัญกับองค์กรอย่างไร
By
Humanica Author
พฤษภาคม 13, 2026

ทำความรู้จัก KPI คืออะไร สำคัญกับองค์กรอย่างไร
By Humanica Author / 4 เมษายน 2025
ในโลกที่การแข่งขันทางธุรกิจสูงขึ้นเรื่อย ๆ องค์กรจำเป็นต้องมีเครื่องมือในการติดตามความก้าวหน้าและวัดผลสำเร็จของงานอย่างเป็นระบบ โดย KPI เป็นหนึ่งใน HR Metrics สำคัญที่องค์กรชั้นนำทั่วโลกนำมาใช้เพื่อประเมินประสิทธิภาพการทำงาน บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับ KPI ให้มากขึ้น ทั้งความหมาย ประเภท ประโยชน์ รวมถึงวิธีประเมินอย่างมีประสิทธิภาพ
KPI คืออะไร
KPI ย่อมาจาก Key Performance Indicator ซึ่งแปลเป็นไทยได้ว่า “ดัชนีชี้วัดผลงานหรือความสำเร็จของงาน” โดยหากแยกคำดูความหมายจะได้ดังนี้
- K (Key) : หัวใจหลัก เป้าหมายหลัก หรือกุญแจสำคัญของความสำเร็จ
- P (Performance) : ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล หรือความสามารถในการทำงาน
- I (Indicator) : ดัชนีชี้วัด หรือตัวชี้วัด
KPI เป็นเครื่องมือที่ใช้วัดผลการปฏิบัติงานโดยเทียบกับเป้าหมายหรือมาตรฐานที่ตกลงกันไว้ ไม่เพียงแต่ช่วยในการประเมินผลงานของพนักงานเท่านั้น แต่ยังเป็นวิธีที่องค์กรใช้ในการวัดและประเมินความก้าวหน้าของการบรรลุวิสัยทัศน์ขององค์กรอีกด้วย ตัวชี้วัดผลการดำเนินงานที่ดีต้องมีความเหมาะสม น่าเชื่อถือ และที่สำคัญต้องสามารถวัดได้อย่างเป็นรูปธรรม
ประเภทของตัวชี้วัด KPI
KPI มีหลากหลายรูปแบบตามลักษณะการทำงานและวัตถุประสงค์ขององค์กร โดยหลัก ๆ แล้ว Key Performance Indicator สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักคือ การวัดผลทางตรงและการวัดผลทางอ้อม ซึ่งมีความแตกต่างกันในลักษณะของการวัดและประเมินผล
1. การวัดผลทางตรง
การวัดผลทางตรงเป็น KPI ที่มีความชัดเจนที่สุด ไม่ต้องแปรผลให้ซับซ้อน เพราะวัดผลจาก “ตัวเลข” เป็นหลัก โดยยึดจากมาตราอัตราส่วน (Ratio Scale) ตามที่กำหนดไว้ ตัวอย่างเช่น
- ยอดขายที่ทำได้เทียบกับเป้าหมาย
- จำนวนสินค้าที่ผลิตได้
- จำนวนผลงานหรือชิ้นงานที่ส่งมอบให้ลูกค้า
- อัตราการเติบโตของรายได้
- อัตราการลดลงของต้นทุน
ข้อดีของการวัดผลทางตรงคือมีความชัดเจน สามารถตรวจสอบได้ และตัวเลขจะสะท้อนความเป็นจริงที่ปรากฏอยู่แล้ว ทำให้การประเมินมีความเที่ยงตรงและเป็นธรรม
2. การวัดผลทางอ้อม
การวัดผลทางอ้อมมีความซับซ้อนมากกว่าแบบแรก เพราะเป็นเรื่องของนามธรรมที่ไม่สามารถวัดเป็นตัวเลขได้โดยตรง ต้องผ่านกระบวนการประเมินเพิ่มเติม เช่น
- ทักษะการทำงานและความเชี่ยวชาญ
- ทัศนคติในการทำงาน
- การทำงานเป็นทีม
- บุคลิกภาพและการแสดงออก
- ความสามารถในการแก้ไขปัญหา
ด้วยความที่เป็นการประเมินแบบไม่มีอะไรตายตัว การวัดผลทางอ้อมจึงต้องระมัดระวังในเรื่องของความเป็นกลางและอคติส่วนบุคคล ผู้ประเมินต้องมีความเป็นธรรมและใช้มาตรฐานเดียวกันในการประเมินพนักงานทุกคน
ประโยชน์ของ KPI

การนำระบบ KPI มาใช้ในองค์กรก่อให้เกิดประโยชน์มากมาย เช่น
- ประเมินประสิทธิภาพการทำงาน : ทำให้ทราบว่าพนักงานหรือทีมงานสามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ได้หรือไม่
- ระบุจุดแข็งและจุดอ่อน : ช่วยให้เห็นว่าอะไรคือจุดที่ต้องปรับปรุงและอะไรคือจุดแข็งที่ควรรักษาไว้
- สร้างแรงจูงใจ : เมื่อพนักงานรู้ว่ากำลังถูกวัดผลในด้านใด ก็จะมีแรงจูงใจในการทำงานให้บรรลุเป้าหมายนั้น
- เชื่อมโยงกับการเติบโตและผลตอบแทน : ผลการประเมิน KPI มักนำไปใช้พิจารณาเรื่องการเลื่อนตำแหน่ง การปรับเงินเดือน หรือโบนัสประจำปี
- ทิศทางขององค์กร : ช่วยให้ทุกคนในองค์กรมุ่งไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกัน
- วางแผนกลยุทธ์ : ข้อมูลจาก KPI สามารถนำไปใช้ในการวางแผนกลยุทธ์และการตัดสินใจในระดับบริหารได้
- เพิ่มความโปร่งใส : ทำให้ทุกคนเข้าใจว่าตนเองกำลังถูกประเมินอย่างไร และอะไรคือความคาดหวังขององค์กร
มุมมองการวัดผล KPI
KPI ไม่ได้มีเพียงรูปแบบเดียว แต่สามารถมองได้จากหลายมุมมอง โดยเฉพาะในแง่ของความเป็นบวกและลบ ซึ่งแต่ละมุมมองก็มีข้อดีและข้อควรระวังที่แตกต่างกัน
Positive KPI
Positive KPI หรือดัชนีวัดความสำเร็จในเชิงบวก เป็นการกำหนดเกณฑ์การประเมินผลในแง่ดีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ เช่น ยอดขายที่เพิ่มขึ้น กำไรที่เติบโต หรือความพึงพอใจของลูกค้าที่สูงขึ้น เป็นต้น
Positive KPI มีข้อดีคือสร้างแรงจูงใจและบรรยากาศเชิงบวกในการทำงาน เนื่องจากเน้นการเติบโตและการพัฒนา ซึ่งสอดคล้องกับจิตวิทยาเชิงบวกในการทำงาน
Negative KPI
Negative KPI หรือดัชนีวัดความสำเร็จในเชิงลบ เป็นการกำหนดเกณฑ์การประเมินผลโดยใช้ข้อบกพร่องหรือปัญหาเป็นบรรทัดฐาน เช่น เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตที่ผิดพลาด การลดความไม่พึงพอใจของลูกค้า หรือการลดอัตราการลาออกของพนักงาน เป็นต้น
ถึงแม้จะเป็นมุมมองเชิงลบ แต่ Negative KPI ก็มีประโยชน์ในการระบุปัญหาและจุดอ่อนที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ซึ่งในบางสถานการณ์อาจสำคัญกว่าการมุ่งเน้นแต่การเติบโต
ประเมิน KPI อย่างไรให้ได้ประสิทธิภาพ
การประเมิน KPI ที่มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องมีกรอบการทำงานที่ชัดเจนและเป็นระบบ หนึ่งในแนวทางที่ได้รับความนิยมคือการใช้หลักการ SMART ซึ่งย่อมาจาก
- S – Specific: ต้องเฉพาะเจาะจง ไม่คลุมเครือ
- M – Measurable: ต้องวัดผลได้จริงเป็นรูปธรรม
- A – Achievable: ต้องสามารถบรรลุได้จริง ไม่ยากหรือง่ายจนเกินไป
- R – Relevant: ต้องสอดคล้องกับเป้าหมายและกลยุทธ์ขององค์กร
- T – Time-bound: ต้องมีกรอบเวลาที่ชัดเจน
นอกจากนี้ การประเมิน Key Performance Indicator ควรครอบคลุมทั้งผลงานและวิธีการทำงาน ไม่ใช่มุ่งเน้นแค่ผลลัพธ์สุดท้ายเท่านั้น องค์กรที่ให้ความสำคัญกับสวัสดิการพนักงาน จะพบว่าการประเมิน KPI ที่คำนึงถึงความเป็นอยู่และความสมดุลในชีวิตของพนักงานด้วย จะส่งผลดีต่อประสิทธิภาพการทำงานในระยะยาว
วิธีการกำหนดตัวชี้วัดหลักใน KPI
การกำหนดตัวชี้วัดหลักใน KPI เป็นขั้นตอนสำคัญที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะจะเป็นเกณฑ์ในการประเมินผลการปฏิบัติงานตลอดช่วงเวลาที่กำหนด โดยการกำหนดตัวชี้วัดควรทำเป็นลำดับตามระดับขององค์กร ดังนี้
- กำหนดตัวชี้วัดระดับองค์กร (Organization Indicators) การเริ่มต้นจากเป้าหมายและนโยบายหลักขององค์กรเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก เพื่อเป็นแนวทางให้ทุกฝ่ายและทุกคนในองค์กรปฏิบัติตาม ตัวชี้วัดระดับองค์กรจะบ่งบอกว่าองค์กรบรรลุความสำเร็จในระดับใด เช่น ผลกำไรโดยรวม ส่วนแบ่งการตลาด หรือความพึงพอใจของลูกค้าโดยรวม
- กำหนดตัวชี้วัดระดับหน่วยงาน (Department Indicators) หลังจากมีตัวชี้วัดระดับองค์กรแล้ว จึงกำหนดตัวชี้วัดในระดับหน่วยงานย่อยที่สอดคล้องกับตัวชี้วัดหลักขององค์กร แต่ละหน่วยงานอาจมีตัวชี้วัดที่แตกต่างกันตามลักษณะงานและเป้าหมายเฉพาะ ตัวชี้วัดเหล่านี้ควรช่วยผลักดันให้องค์กรบรรลุเป้าหมายโดยรวม
- กำหนดตัวชี้วัดระดับบุคคล (Individual Indicators) ตัวชี้วัดระดับบุคคลเป็นหน่วยย่อยที่สุดแต่มีความสำคัญมาก เพราะบุคคลคือฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนองค์กร ตัวชี้วัดนี้ควรสอดคล้องกับคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description) ของแต่ละคน และมีความเชื่อมโยงกับตัวชี้วัดระดับหน่วยงานและองค์กร
- กำหนดตัวชี้วัดรอง (Secondary Indicators) นอกจากตัวชี้วัดหลักซึ่งวัดประสิทธิภาพการทำงานโดยตรงแล้ว ควรมีตัวชี้วัดรองเพื่อเสริมด้วย ตัวชี้วัดรองอาจไม่เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพโดยตรง แต่เป็นด้านที่ช่วยเสริมในการพิจารณา เช่น การพัฒนาทักษะ การมีส่วนร่วมในกิจกรรมองค์กร หรือการนำเสนอความคิดสร้างสรรค์
การกำหนดตัวชี้วัดที่ดีควรเป็นกระบวนการร่วมกันระหว่างผู้บริหารและพนักงาน เพื่อให้เกิดความเข้าใจและการยอมรับร่วมกัน นอกจากนี้ ควรทบทวนและปรับปรุงตัวชี้วัดเป็นระยะ เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจและสภาพแวดล้อม
OKR vs KPI
ในโลกของการวัดผลการทำงาน มักมีการเปรียบเทียบระหว่าง OKR และ KPI อยู่เสมอ OKR (Objectives and Key Results) เป็นระบบการตั้งเป้าหมายและการวัดผลที่พัฒนาโดย Intel และได้รับความนิยมมากขึ้นหลังจาก Google นำมาใช้
OKR vs KPI มีความแตกต่างที่สำคัญดังนี้
- เป้าหมาย : OKR มุ่งเน้นที่การตั้งเป้าหมายที่ท้าทายและการเติบโต ในขณะที่ KPI มุ่งเน้นที่การวัดประสิทธิภาพตามมาตรฐานที่กำหนด
- ความถี่ : OKR มักกำหนดเป็นรายไตรมาส ทำให้มีความยืดหยุ่นและปรับตัวได้เร็วกว่า ในขณะที่ KPI มักกำหนดเป็นรายปีหรือระยะยาวกว่า
- ความยากง่าย : OKR มักจะตั้งเป้าหมายที่ยากและท้าทาย (moonshots) โดยการบรรลุ 70% ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว ในขณะที่ Key Performance Indicator มักคาดหวังการบรรลุ 100%
- การเชื่อมโยงกับผลตอบแทน : Key Performance Indicator มักเชื่อมโยงโดยตรงกับการประเมินผลงานและผลตอบแทน แต่ OKR ไม่ควรเชื่อมโยงโดยตรงกับการประเมินผลหรือโบนัส เพื่อส่งเสริมการกล้าเสี่ยงและความคิดสร้างสรรค์
อย่างไรก็ตาม ทั้ง OKR และ KPI สามารถใช้ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดย OKR อาจเหมาะกับการขับเคลื่อนนวัตกรรมและการเปลี่ยนแปลง ในขณะที่ Key Performance Indicator เหมาะกับการติดตามและรักษาประสิทธิภาพการดำเนินงานประจำวัน
สรุปบทความ KPI คือ?

KPI คือเครื่องมือสำคัญในการบริหารคนและวัดผลการดำเนินงานขององค์กร ช่วยให้เกิดความชัดเจนในการประเมินผล สร้างแรงจูงใจ และขับเคลื่อนองค์กรไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ การกำหนด Key Performance Indicator ที่ดีต้องอาศัยความเข้าใจในธุรกิจ เป้าหมายองค์กร และลักษณะงานของแต่ละหน่วยงานและบุคคล
Humanica เรามี HR Consulting ที่พร้อมให้คำปรึกษาและช่วยเหลือองค์กรของคุณในการพัฒนาระบบการประเมินผลงานที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ เราเข้าใจถึงความท้าทายในการบริหารทรัพยากรบุคคลและการจัดการ Change Management ที่เกิดขึ้นในองค์กร นอกจากนี้ เราให้บริการด้านซอฟต์แวร์ HR และ ERP และยังเป็นพันธมิตรระยะยาวที่จะช่วยให้องค์กรของคุณเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านระบบ HR ที่มีประสิทธิภาพ
หากคุณกำลังมองหาวิธีปรับปรุงระบบการวัดผลการทำงานในองค์กร ติดต่อ Humanica วันนี้ เพื่อยกระดับการบริหารทรัพยากรบุคคลของคุณไปอีกขั้น